ติดต่อเรา : 0-5446-6666 ต่อ 6250
ผู้แต่ง: วิมล ปิงเมืองเหล็ก
ปีที่พิมพ์: 2569
หนังสือ "จาก เนินดอย สู่ ราวป่า" เป็นผลงานที่บันทึกเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตอันยาวนานกว่า 70 ปี ของ "วิมล ปิงเมืองเหล็ก" ผู้ซึ่งยึดอาชีพเป็นครูและอาจารย์ เรื่องราวเริ่มต้นจากการเป็นหนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตจากการหนีห่ากระสุนในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลางสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางวิกฤตครั้งนั้น ผู้เขียนไม่ได้เลือกเดินทางเข้าป่าเพื่อจับปืนต่อสู้สร้างสังคมอุดมการณ์เหมือนเพื่อนร่วมยุคสมัยหลายคน แต่กลับเลือกที่จะเริ่มต้นชีวิตการเป็นครูในโรงเรียนที่ตั้งอยู่บน "เนินดอย" และเติบโตในสายงานจนก้าวมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่บริเวณ "ราวป่า"
คำว่า "เนินดอย" ในหนังสือเล่มนี้ สื่อถึงพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญทางพระพุทธศาสนานิกายรามัญ ในขณะที่ "ราวป่า" คือพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์กว่า 5,000 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสายสำคัญของหมู่บ้าน (เช่น ขุนน้ำห้วยเคียน ขุนน้ำแม่กา ขุนน้ำแม่นาปอย) ที่ไหลไปรวมกันเป็นหนองน้ำใหญ่ที่เรียกว่า "กว๊านพะเยา" เส้นทางชีวิตของผู้เขียนจึงผูกพันและโลดแล่นอยู่บนพื้นที่ทั้งสองแห่งนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยการต่อสู้ ดิ้นรน ความดีใจ ความเสียใจ ความล้มเหลว และความสำเร็จท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่มีประวัติศาสตร์น่าเล่าขาน
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เพียงแค่อัตชีวประวัติส่วนตัว แต่ยังเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สังคม และแวดวงการศึกษา ผู้เขียนได้ถ่ายทอดประสบการณ์ด้วยสไตล์ของคนที่มีพื้นฐานจากการเป็นนักเขียนข่าวที่คุ้นเคยกับกลิ่นหมึกบนกระดาษหนังสือพิมพ์ ทำให้มีสำนวนการเขียนที่รวดเร็วและตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่นำมาเล่าล้วนผ่านการตกผลึกทางความคิด บางเรื่องต้องใช้เวลาบ่มเพาะและประมวลเหตุการณ์นานนับทศวรรษ ตัวละครทุกตัวในหนังสือมีชีวิตและจิตวิญญาณอยู่จริง (บางส่วนใช้นามสมมุติเพื่อปกป้องเกียรติยศ และบางส่วนใช้ชื่อจริงเพื่อประกาศเกียรติคุณ) เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของผู้เขียนคือการนำเสนอ "ภูมิรู้ในท้องถิ่น" เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังใช้เป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง หลังจากที่สังคมเคยหลงทางและละทิ้งภูมิปัญญารากเหง้าของตนเองไปนานกว่าศตวรรษ
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้อย่างชัดเจน ในฐานะผู้มีชีวิตยืนยาวพอที่จะได้เห็นรอยต่อระหว่างความเก่าและความใหม่ของโลก โดยเฉพาะการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในช่วงไม่ถึง 10 ปี จากยุคเครื่องมือสื่อสารที่ใหญ่เทอะทะมาสู่วัสดุที่พกพาสะดวก ท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้ได้สะท้อนสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ที่มี เกิด แก่ เจ็บ และตาย โดยมุ่งหวังที่จะนำปรากฏการณ์และเรื่องราวชีวิตเหล่านี้มาเล่าขาน ผสมผสานความขบขันและสาระ เพื่อให้เกิดประโยชน์ แนวคิดด้านการสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกต่อเพื่อนมนุษย์
สรุปเนื้อหาคร่าวๆ จากสารบัญ เนื้อหาในหนังสือถูกแบ่งออกเป็นบทต่างๆ ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางอาชีพ สภาพแวดล้อม และสังคมเมืองพะเยา โดยสามารถสรุปเค้าโครงเนื้อหาได้ดังนี้:
ชีวิตในรั้วโรงเรียนและการศึกษา: เริ่มต้นด้วยการบอกเล่าถึง "พะเยาพิทยาคม" ซึ่งเป็นสถานที่บ่มเพาะคนดี, การแบ่งขั้วความคิดทางสังคม (ขวา-ซ้าย), การวิเคราะห์บุคคลในระบบโรงเรียน เช่น ผู้บริหารที่มีบุคลิกและฝีมือต่างกัน, นักเรียนที่เปรียบเสมือนต้นกล้าหลากหลายรูปแบบ, ชีวิตของครูกับการทำอาชีพเสริม, และปัญหาในวงการศึกษาที่มีบางพื้นที่เป็นเขตห้ามเข้า
ชีวิตและมิตรภาพของบุคลากร: บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเพื่อนที่ช่วยเหลือกันในยามยาก (กินแก้หิวโดยไม่มีเงื่อนไข), การแย่งชิงสิทธิ์ในบ้านพักครู, การเริ่มต้นสร้างครอบครัวและสร้างเนื้อสร้างตัว ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับ "ภารโรง" ในฐานะแรงงานสำคัญของโรงเรียน
การขับเคลื่อนท้องถิ่นและมหาวิทยาลัย: พูดถึงบทบาทของศูนย์วัฒนธรรมในการขับเคลื่อนเมืองพะเยา, การเคารพความรู้ท้องถิ่น (เวียง), และวิวัฒนาการของ "มหาวิทยาลัยพะเยา" ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เปรียบเสมือน "ปลาซิวปลาสร้อย" ที่ว่ายน้ำจากสระจ้อย จนเติบโตเป็นสถาบันที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของ "บ้านแม่กา" จากหมู่บ้านริมป่ามาเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
บทสรุปของวัยและเวลา: ปิดท้ายด้วยบทบาทการเป็น "อาจารย์พิเศษ" ที่ผู้เขียนเปรียบว่าเป็นตะกอนของชีวิต และการตกผลึกถึงความจริงที่ว่าเมื่อกาลเวลาเปลี่ยน ทั้งผู้คนและสถานที่ก็ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา